ผิวหย่อนคล้อย ขาดคอลลาเจน แก้อย่างไร?

เนื้อหาบทความ

ปัญหาผิว ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณผู้หญิง หรือ คุณผู้ชาย เมื่ออายุมากขึ้นก็จะพบว่าปัญหาผิวไม่กระจ่างใส ผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นเรื่องกวนใจมากสำหรับคนหนุ่มสาว นอกจากอาการคัน หรือ อาการแพ้จากสารเคมี สภาพอากาศ จึงทำให้เกิดปัญหาผิวแห้งขาดความชุ่มชื้นแต่ก็สามารถแก้ไขด้วยการทาครีมบำรุงผิว หรือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ทว่าเรื่อง “ ผิวหย่อนคล้อย ” ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาเช่นกันสำหรับผู้ที่มีอายุมากขึ้น เพราะร่างกายขาดคอลลาเจน ที่เป็นส่วนช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่งกระจ่างใส รวมทั้งลดอาการหย่อนคล้อยด้วย สำหรับในบทความนี้พวกเราจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับคอลลาเจนภายในร่างกาย รวมไปถึงวิธีการเพิ่มคอลลาเจนในร่างกาย ทั้งรูปแบบของอาหาร เครื่องดื่ม อาหารเสริม พร้อมทั้งเปิดเผย 10 วิธีที่จะลดผิวหย่อนคล้อย ให้ดูกระชับขึ้น ซึ่งปัญหาเรื่องผิวเสีย สามารถจัดการด้วยตัวเองได้ ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องยากแต่ก็สามารถทำได้ ซึ่งจะต้องแก้ไข หรือ ดูแลรักษาอย่างไร ติดตามอ่านกันได้ในบทความนี้  


ทำความรู้จักกับ คอลลาเจน ในร่างกาย 

สิ่งแรกที่ควรรู้เกี่ยวกับ “คอลลาเจน” นั่นก็คือ ความหมายของเจ้าโปรตีนที่มีส่วนช่วยให้ร่างกายยังคงความเป็นหนุ่มสาว มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถรับประทานได้ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ วัยชรา ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย แต่แท้จริงแล้วถ้าจะให้อธิบายประโยชน์ของคอลลาเจนก็จะต้องเริ่มทำความรู้จักกับ คอลลาเจนที่อยู่ในร่างกายกันก่อน ซึ่งจะมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 


คอลลาเจนในร่างกาย คืออะไร 

ผิวหย่อนคล้อย

ภายในร่างกายของเราประกอบไปด้วยอวัยวะมากมาย โดยคอลลาเจนในร่างกายนั้นจะอยู่ที่ผิวหนัง จะเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 80% หน้าที่ของโปรตีนชนิดนี้จะเป็นเหมือนกาวที่เชื่อมโครงสร้างของเนื้อเยื่อภายในร่างกาย มีความสำคัญกับ กระดูก กล้ามเนื้อ ผิวหนัง เล็บ ข้อ และเส้นเอ็น ซึ่งจะพบว่าในร่างกายจะพบได้มากถึง 16 ชนิด แต่ที่พบในร่างกายมากที่สุดคือ 4 ชนิดคือ Collagen Type I , Collagen Type II, Collagen Type III และ Collagen Type V ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกัน โดยจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย การสมานแผล พบได้ที่ผิวหนัง เส้นผม กระดูก รวมทั้งผนังหลอดเลือดภายในร่างกายด้วย 

แน่นอนเลยว่าคอลลาเจนจะพบว่ากระจายอยู่ทั่วร่างกายของเรา ซึ่งในร่างกายปกติแล้วจะมีการสร้าง กับ การสลายคอลลาเจนอยู่เสมอ ในปริมาณที่ สร้างขึ้นมา 20 สลายไป 20 นี่คือจุดที่สมดุล แต่เมื่อไหร่ที่ตัวเราอายุ 40 ปีขึ้นไป ก็จะพบว่าการสร้างคอลลาเจนลดลงเรื่อย ๆ ประมาณร้อยละ 1 ต่อปี แต่ในอัตราที่ย่อยสลายยังเท่าเดิมอยู่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ร่างกายจะลดปริมาณคอลลาเจนลงต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงมีเหตุผลมากพอที่ร่างกายจำเป็นต้องเสริมด้วยคอลลาเจนทั้งรูปแบบธรรมชาติ และ สังเคราะห์ 


คอลลาเจน มีประโยชน์อย่างไร ? 

หลังจากทีได้ทำความรู้จักเกี่ยวกับคุณสมบัติของคอลลาเจนไปบ้างแล้วนั้น จะสามารถสรุปเกี่ยวกับประโยชน์ที่มีต่อร่างกายได้มากมาย ซึ่งผลดีต่าง ๆ เหล่านี้มีงานรับรองจากงานวิจัยทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศรองรับเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า “คอลลาเจน” จะมีประโยชน์ต่อร่างกายดังต่อไปนี้

  • คอลลาเจน จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ผิวฟู ลดความกร้าน ความหยาบของผิว เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
  • คอลลาเจน จะช่วยทำให้ริ้วรอยของผิวที่เห็นได้ชัดลดเลือน หรือ จางลง 
  • คอลลาเจน จะช่วยลดการเปราะแตกของเล็บง่าย ทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
  • คอลลาเจน จะช่วยชะลอการสลายของมวลกระดูก 
  • ในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพของข้อต่อ จะช่วยลดอาการปวดข้อต่อได้ 

ในส่วนประโยชน์ของคอลลาเจนถ้าจะเห็นผลได้ดีจะขึ้นอยู่กับการดูดซึมของร่างกาย การรับประทานอาหารควบคู่กัน เช่น วิตามินซี วิตามินดี หรือ การทานอาหารครบ 5 หมู่ด้วย นอกจากนั้นการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ และการออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้เห็นผลดีได้มากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารพร้อมกับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตจะทำให้เห็นผลได้มากขึ้นนั่นเอง 


การเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกาย

ผิวหย่อนคล้อย

สำหรับปัญหาเรื่องผิวแพ้ง่าย หรือ ผิวแห้ง มักจะเกิดขึ้นจากร่างกายขาดคอลลาเจนเป็นอย่างมาก ต้องรีบบำรุงด่วน เพราะผิวที่แห้งกร้านขาดความชุ่มชื้นมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนัง พร้อมทั้งปัญหารำคาญกวนใจเป็นอย่างมากดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องผิว “คอลลาเจน” จึงเป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมที่เหมาะสมที่สุด ที่จะช่วยบำรุงฟื้นฟูผิวได้ดีจากภายในสู่ภายนอก ส่วนวิธีการเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกายนั้นมีด้วยกันหลายวิธีด้วยกันโดยพวกเราได้รวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับการเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกายมาแนะนำแบบเข้าใจง่ายดังต่อไปนี้ 

1.รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ

การเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกายด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่มี “สารต่อต้านอนุมูลอิสระ” คืออีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยเสริมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายโดยที่ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมสังเคราะห์อื่น ๆ ตัวอย่างเช่นอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอย่าง ผักสามสี ชาเชียว รวมทั้ง โกโก้ ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซีสูง แน่นอนเลยว่าคุณสมบัติที่น่าสนใจคือ การที่สารสกัดเหล่านี้เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง 

สิ่งสำคัญนอกจากเรื่องนี้ก็คือ สารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยป้องกันมลพิษ ฝุ่น ปัญหาผิวเสียจากบุหรี่ รวมไปถึงอากาศ และ แสงแดด เป็นตัวทำลายคอลลาเจนชั้นดี การรับประทานอาหารประเภทนี้มาก ๆ จะทำให้สุขภาพผิวดีมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

2.เติมคอลลาเจนด้วย นมถั่วเหลือง

ผลิตภัณฑ์จากนมถั่วเหลืองจะมีส่วนช่วยเร่งการผลิตคอลลาเจนใต้ผิวของเรา รวมทั้งถั่วเหลืองจะมีสารที่เรียกว่า “ไอโซฟลาโวน” ที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกาย อีกทั้งคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่างการช่วยกระชับให้ผิวพรรณเต่งตึง ผิวดูสดใส ลดเลือนริ้วรอยที่เห็นได้ชัด 

3.อาหารที่มีกำมะถัน ช่วยสร้างคอลลาเจน 

โครงสร้างสำคัญของ “คอลลาเจน” คือ สารที่เรียกว่า กำมะถัน โดยคอลลาเจนจะไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ถ้าไม่มีสารสกัดชนิดนี้ โดยตัวอย่างอาหารที่มีกำมะถันก็คือ กระเทียม หอมแดง หรือ หอมหัวใหญ่ โดยจะมีส่วนประกอบของเคราติน ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ส่งผลให้มีผิวที่เนียน ผมเป็นเงา ซึ่งสารอาหารประเภทนี้จะเหมาะมากกับการสร้างคอลลาเจนชั้นใต้ผิว

4.เพิ่มคอลลาเจนได้จากการ “นอนหลับ”

การนอนหลับพักผ่อน ก็เหมือนเป็นการเติมคอลลาเจนได้ เพราะในช่วงเวลาที่นอนหลับอยู่นั้น ร่างกายจะทำการซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอ โดยจะหลั่งสาระสำคัญที่ช่วยร่างกายซ่อมแซมออกมาอย่าง “โกรทฮอร์โมน” ที่จะช่วยรักษาสมดุล ฟื้นฟูเซลล์ผิว ทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชั้นใต้ผิว รวมทั้งช่วยซ่อมแซมทุกส่วนของร่างกายด้วย 


สำหรับการลดผิวหย่อนคล้อยนั้น สามารถทำได้ทั้งวิธีทางธรรมชาติ หรือเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างการเลิกสูบบุหรี่ รวมไปถึงการรับประทานคอลลาเจน อย่างไรก็ตามยังมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อยได้เช่นกัน เพราะสำหรับใครที่มีเวลาน้อย หรือ อยากใช้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ซึ่งต้องบอกเลยว่าแต่ละวิธีล้วนแล้วแต่มีความปลอดภัย ได้ผลเร็ว แต่อาจจะต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งในการเข้าคอร์สรักษา 


4 วิธีลด ผิวหย่อนคล้อย ให้ดูกระชับ

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยแต่ไม่มีเวลาพอที่จะดูแลผิวได้มากนัก ก็สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการรักษาได้เช่นกัน แน่นอนเลยว่าวิธีการรักษาผิวหย่อนคล้อยในรูปแบบธรรมชาติ อาจจะต้องใช้เวลานาน รวมทั้งมีการเสริมสร้างคอลลาเจนที่ใช้เวลา แต่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางการรักษาเกี่ยวกับวิธีลดผิวหย่อนคล้อยถึง 4 รูปแบบ นั่นก็คือ อัลเทอร่า (Ulthera), เทอร์มาจ (Thermage), โบท็อก (Botox) และ ฟิลเลอร์ (Filler) ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ 


1.การทำ อัลเทอร่า (Ulthera)

ผิวหย่อนคล้อย

เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่น่าสนใจมาก เพราะมีหลายคนที่รู้จักกันเป็นอย่างดี อีกทั้งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติที่จะช่วยยกผิวหน้าที่หย่อนคล้อย พร้อมกับปรับหน้าให้คมชัดขึ้น รวมไปถึงการช่วยกระตุ้นให้ผิวหน้า หรือ ผิวพรรณสร้างคอลลาเจนกับ อิลาสติน ได้มากขึ้นด้วย โดยการรักษาจะส่งผลให้ริ้วรอยดูลดเลือนลง ใบหน้ากลับมาดูอ่อนเยาว์ 

สำหรับเทคโนโลยี อัลเทอร่า (Ulthera) เป็นการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง ในรูปแบบของอัลตราซาวด์ที่มีความเฉพาะเจาะลง ให้เข้าสู่ชั้นผิวได้ลึกถึงระดับ SMAS โดยจะเป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ใช้ผ่าตัดดึงหน้า แต่ทว่าผลลัพธ์นั้นมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า โดยไม่ต้องพักฟื้นด้วย ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วก็จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ใบหน้ายกขึ้นกว่า 10-15% ผิวจะได้รับการกระตุ้นสร้างคอลลาเจน จนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าที่ดีขึ้นด้วยภายใน 1-3 เดือน ที่สำคัญเลยการ อัลเทอร่า (Ulthera) จะมีผลอยู่ได้นานถึง 1-2 ปีเลยด้วย 

อัลเทอร่า (Ulthera) เหมาะกับใครบ้าง ? 

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่จะต้องรู้ เพราะว่าการอัลเทอร่า (Ulthera) นั้น จะเหมาะกับผู้คนบางกลุ่ม สำหรับใครที่พบปัญหาผิวหน้าดังต่อไปนี้ ก็เหมาะกับการทำ อัลเทอร่า

  • ผิวหน้าหย่อนคล้อย ขาดความกระชับ มีปัญหาหางคิ้ว หางตาตก
  • คนที่ต้องการปรับรูปหน้า ให้ใบหน้ามีความเรียว ดูมีมิติ
  • คนที่มีริ้วรอย มีผิวเหี่ยวย่น อยากมีใบหน้าที่เต่งตึงมากขึ้น
  • คนที่ไม่ต้องการผ่าตัดดึงหน้า ไม่อยากพักฟื้นนาน
  • คนที่มีผิวเสื่อมสภาพ ต้องการฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึกเพียงใช้เวลาไม่นาน

2. การทำ เทอร์มาจ (Thermage)

ผิวหย่อนคล้อย

ต่อมาต้องขอแนะนำเลยกับเครื่องมือที่ช่วยยกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะผลลัพธ์ที่สามารถปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้อย่างมีมิติ พร้อมทั้งลดการสะสมของไขมันบริเวณกรอบหน้า ปัญหาเรื่องแก้มห้อยก็จะหายไปด้วยการฟื้นฟูสภาพผิวได้อย่างล้ำลึกของ เทอร์มาจ (Thermage) นี่คืออีกหนึ่งวิธีที่เห็นผลได้จริง

สำหรับเทคโนโลยีการปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง ไปยังชั้นผิวระดับ dermis ซึ่งจะเป็นชั้นที่อยู่ของคอลลาเจน อิลาสติน รวมไปถึงชั้นไขมัน จะเรียกว่าการ เทอร์มาจ (Thermage) นั่นเอง สำหรับวิธีนี้จะเป็นการให้พลังงาน RF หรือ พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนกระจายเข้าไปกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพ ให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น โดยจะฟื้นฟูใยคอลลาเจนจนมีเกลียวที่แน่นตึง รวมไปถึงกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นใหม่ จะทำให้ผิวดูกระชับ ไม่ห้อยย้อย อีกทั้งยังช่วยลดไขมันสะสม กรอบหน้ามองเห็นได้ชัดขึ้น อีกทั้งช่วยทำให้สุขภาพผิวแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี โดยใครที่ผ่านการทำเทอร์มาจจะทราบดีว่า การทำเพียงครั้งเดียว จะได้ผลลัพธ์ที่ดีถึง 3 ต่อด้วยกัน 

โดยหลังจากที่ทำ เทอร์มาจ  เป็นที่เรียบร้อยจะเห็นได้เลยว่าใบหน้ายกกระชับขึ้นมากกว่า 20% ของผิวดูกระชับมากขึ้น แก้มก็ไม่ห้อยเหมือนก่อนการทำ ซึ่งผิวที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เห็นผลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายใน 1-3 เดือน อีกทั้งอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี 

เทอร์มาจ (Thermage) เหมาะกับใครบ้าง ? 

การ เทอร์มาจ (Thermage) จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลดผิวหย่อนคล้อย โดยจะมีตัวอย่างสำหรับผู้ที่เหมาะกับการทำวิธีนี้ดังนี้

  • ผู้ที่มีปัญหาเรื่องกรอบหน้าไม่ชัด มีปัญหาแก้มห้อย ผิวไม่แน่น 
  • ปัญหาไขมันสะสม มีแก้มเยอะ มีเหนียง ต้องการที่จะลด หรือ สลายไขมันให้มีขนาดเล็กลง 
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวเสื่อมโทรม ต้องการที่จะกระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวให้กลับมายืดหยุ่น ดูสุขภาพดีอีกครั้ง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัด รวมทั้งใช้เวลาในการพักฟื้นนาน

3.การทำ โบท็อก (Botox)

ผิวหย่อนคล้อย

อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วบ้างเกี่ยวกับชื่อเสียง พร้อมผลลัพธ์ของการทำโบท็อก ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แน่นอนเลยว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทุกคนทราบกันดี ว่าการ Botox จะช่วยลดขนาดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ใบหน้าดูเล็กลง และที่สำคัญยังช่วยให้ผิวที่ดูหย่อนคล้อย สามารถเต่งตึงได้ด้วยในระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น 

สำหรับความก้าวหน้าทางการแพทย์อย่างการทำ โบท็อก (Botox) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ปลอดถภัย โดยการใช้สาร Botulinum toxin A ฉีดเข้าไปในจุดที่ต้องการที่จะดึง หรือ จุดที่หย่อนคล้อยแล้วต้องการทำให้ผิวหนังตึง หรือ ลดขนาดกล้ามเนื้อที่ใหญ่เกินไป โดยหลังฉีดจะเห็นผลได้ทันที อีกทั้งใบหน้าก็จะยกกระชับขึ้นอย่างเต็มที่ภายใน 2 สัปดาห์เป็นอย่างช้า และ คงอยู่ในสภาวะนี้ได้นาน 6-8 เดือนเลยทีเดียว 

โบท็อก (Botox) เหมาะกับใครบ้าง ? 

สำหรับการฉีด โบท็อก (Botox)นั้น จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย แล้วต้องการรักษาให้กระชับอย่างเร่งด่วน เพราะจะเห็นผลได้เร็ว รวมไปถึงผู้ทีมีริ้วรอย แล้วต้องการเต่งตึงก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ ที่สำคัญใครที่อยากจะลดขนาดของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา หรือ ใบหน้า ก็สามารถใช้วิธีนี้เพื่อลดขนาดของหน้าลงได้นั่นเอง 


4.การทำ ฟิลเลอร์ (Filler)

ผิวหย่อนคล้อย

การเติมฟิลเลอร์มีคุณสมบัติโดดเด่นคือ การเติมร่องใต้ตา หรือ ร่องแก้ม เติมปากให้อวบอิ่ม แต่รู้หรือไม่ว่า ฟิลเลอร์ (Filler) ยังสามารถช่วยยกกระชับใบหน้าได้อีกด้วย ดังนั้นแล้วการฉีดฟิลเลอร์จึงเป็นการปรับการทำงานของกล้ามเนื้อ ที่จะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยไม่เท่ากันนั่นเอง 

สำหรับเทคนิคการเติมฟิลเลอร์นั้นสามารถแก้ปัญหาบนใบหน้าได้ทุกประเภท อีกทั้งผลลัพธ์ยังออกมาดี ปลอดภัย ใครที่อยากมีใบหน้าที่ยกกระชับสวย ปรับตามโครงสร้างกล้ามเนื้อได้เป็นธรรมชาติ วิธีนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

ฟิลเลอร์ (Filler) เหมาะกับใคร ? 

สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ จะเหมาะสำหรับ ผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิวหน้าหย่อยคล้อย ต้องการยกกระชับใบหน้า อีกทั้งผู้ที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอย หรือ ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ก็สามารถใช้วิธีการเติมฟิลเลอร์ ในการรักษา อีกทั้งผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัด หรือ พักฟื้นนาน ๆ ก็สามารถปรับรูปหน้าได้โดยการใช้ฟิลเลอร์นั่นเอง 


เรียกได้ว่าทั้ง 4 เทคนิคที่ได้แนะนำไปนั้น เป็นตัวช่วยที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของใบหน้าที่หย่อนคล้อย รวมไปถึงส่วนอื่นภายในร่างกายที่ต้องการจะทำให้กระชับมากขึ้น อีกทั้งการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิว ซึ่งการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะเห็นผลได้รวดเร็วมากผิวที่ดูหย่อนคล้อยจะกระชับขึ้นทันทีหลังจากที่ทำเสร็จ โดย Botox จะเห็นผลหลังทำเสร็จ โดยส่วนวิธีอื่น ๆ ก็จะเริ่มเข้าที่ภายใน 1 – 3 เดือนนั่นเอง 


การแก้ไขปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อยนั้นมีด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นวิธีทางธรรมชาติ หรือ การปรับตัวในชีวิตประจำวัน อย่างการเลิกสูบบุหรี่ หรือ การเลิกดื่มเหล้า การรับประทานอาหารเสริม คอลลาเจน หรือ วิตามินที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ก็จะทำให้สุขภาพผิวของคุณยังคงดูกระชับ เรียบเนียน กระจ่างใส อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงวัย 40 ปี ร่างกายก็เริ่มที่จะผลิตคอลลาเจนออกมาน้อยลง ริ้วรอยต่าง ๆ รวมไปถึงผิวที่เริ่มแห้งนั้นก็จะเห็นได้ชัด ดังนั้นควรรับประทานคอลลาเจนเอาไว้เป็นประจำ หรือการดูแลสุขภาพอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เป็นกิจวัตร พวกเราเชื่อเลยว่าข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้จะเป็นความรู้ กับช่องทางในการเลือกรักษา ผิวหย่อนคล้อย ในแบบที่คุณอยากจะทำ


อ้างอิง